9 วิธีแก้ “เมาค้าง”

9 วิธีแก้ “เมาค้าง”

Penthouse

สนับสนุนเนื้อหา

ทุกวันนี้ คำที่ติดปากคนไทยมากกว่า “เมาค้าง” แต่มีความหมายเดียวกัน คือ “แฮงก์” ซึ่งกร่อนมาจากคำว่า “hangover” อีกทอดหนึ่ง หมายถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หนักเกินไป จนปวดหัว มึนตึ้บ มวนท้อง รู้สึกผะอืดผะอม ตื่นไม่ไหว หรือไหวก็อ่อนเพลีย ถ้าเป็นวันธรรมดาก็ส่งผลกระทบต่อการทำงาน หากเป็นวันหยุดก็ต้องนอนซมอยู่กับบ้าน แทนที่จะได้ออกไปเล่นกีฬา ช้อปปิ้ง หรือทำงานอดิเรกที่อยากทำ ด้วยเหตุนี้เราจึงมีวิธี “แก้เมาค้าง” หรือ “แก้แฮงก์” มาแนะนำ เพื่อความสำราญบานใจทั้งตอนที่ดื่มและหลังจากการดื่ม เน้นที่ “ของกิน” เป็นหลัก

1. เครื่องดื่มวิตามิน เครื่องดื่มแบบนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าหรือร้านขายยาทั่วไป วันไหนรู้ตัวว่าต้องไปออกงานสังคมและต้องดื่มหนักแน่ๆ ควรหามาเตรียมไว้ เนื่องจากเครื่องดื่มนี้จะประกอบไปด้วยวิตามินบีและวิตามินซี ช่วยลดอาการเมาค้างและอาการปวดหัวได้ นอกจากนี้สิ่งที่ควรทำคือดื่มน้ำเปล่าควบคู่กันไปด้วย เพราะหลังจากดื่มหนัก ร่างกายมีโอกาสสูญเสียน้ำออกไปมาก

2. น้ำส้มคั้น ไข่ต้ม และขนมปัง น้ำส้มคั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มแก้แฮงก์แบบบ้านๆ มานานแล้ว เพราะวิตามินซีลดอาการวิงเวียนศีรษะได้ และยังมีน้ำช่วยชดเชยภาวะขาดน้ำหลังการดื่มหนัก ส่วนไข่ต้มมีโปรตีนทำหน้าที่จับสารพิษในร่างกาย และขนมปังจะช่วยดูดซับสารพิษ ป้องกันการอาเจียนได้อย่างดี

3. ยาลดกรดปรับสมดุล หากรู้สึกแสบท้องอย่างรุนแรงหลังดื่มหนักก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์เป็นกรดจึงเข้าไปกัดกระเพาะ ยาลดกรดที่ประกอบด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนตจะช่วยคลายความเป็นกรด คืนสมดุลให้ร่างกายและบรรเทาความเจ็บปวดลงไปได้ ทั้งนี้ควรดื่มน้ำเปล่าควบคู่ไปด้วย เพราะจะช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารได้อีกทางหนึ่ง

4. กาแฟแรง ๆ สักแก้ว กาแฟเป็นสูตรแก้แฮงก์ที่ได้รับความนิยมจากนักดื่มทั่วโลก สิ่งที่ช่วยแก้อาการเมาค้างคือความขม ดังนั้นแทนที่จะดื่มกาแฟใส่นมแก้วใหญ่ที่ไม่ขมเลย ควรเปลี่ยนเป็นเอสเพรสโซ่แก้วเล็กสักช็อตแทน เพราะคาเฟอีนในกาแฟช่วยเพิ่มความดันในกระแสเลือดทำให้แอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือดได้เร็วขึ้น และยังกระตุ้นให้ฟื้นจากอาการมึนและปวดหัวได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดื่มในปริมาณที่มากจนเกินไป

5. เกลือแร่แก้กระหาย หลังจากการดื่มอย่างหนักหน่วงเรามักไม่รู้สึกว่าร่างกายสูญเสียน้ำไปเยอะ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้รู้สึกเช่นนั้น แต่การที่ร่างกายต้องขับแอลกอฮอล์ออกไปก็ต้องใช้น้ำจำนวนมากกว่าที่ได้รับเข้าไป ทำให้ร่างกายขาดน้ำแน่ๆ เกลือแร่ชนิดละลายน้ำที่มีขายตามร้านขายยาจะช่วยฟื้นฟูอาการขาดน้ำ แต่ควรจิบทั้งวันเพื่อเติมน้ำให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

6. ยาแก้ปวด เมื่อเกิดอาการแฮงก์คนส่วนใหญ่มักจะปวดหัว ทางแก้ที่รวดเร็วทันใจคือหายาแก้ปวดมารับประทาน เช่น หลังจากดื่มสังสรรค์เสร็จเรียบร้อยก็กินยาแก้ปวดสักเม็ดดักไว้ก่อนที่จะปวดหัวในวันรุ่งขึ้น แล้วนอนพักผ่อนก็จะช่วยได้มาก แต่อย่ากินเกินขนาดเด็ดขาด เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

7. ออกกำลังกายขับแอลกอฮอล์ ไม่ได้หมายถึงการเข้ายิมไปออกกำลังกายแบบเต็มสูตร แค่วิ่งสักนิด วิดพื้นสักหน่อย ให้เหงื่อออกบ้างก็พอ เพราะเหงื่อจะขับแอลกอฮอล์ออกมา จากนั้นชดเชยเหงื่อที่เสียไปด้วยเกลือแร่ที่ไม่มีน้ำตาลเพื่อคืนความสดชื่นให้ร่างกาย

8. น้ำขิง เครื่องดื่มที่ช่วยเรื่องระบบการหายใจ โดยปกติเมื่อเราทานของเผ็ดร้อนจะช่วยให้จมูกและหลอดลมโล่งสบาย นอกจากระบบหายใจ น้ำขิงอุ่นๆ ยังช่วยให้ฟื้นจากอาการปวดหัว และช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายให้ขับเอาแอลกอฮอล์ออกมาได้ดีขึ้น

9. กล้วยหอม สุดยอดอาหารอีกชนิดหนึ่งของนักดื่ม เพราะช่วยเยียวยาอาการเมาค้างได้ชงัด เนื่องจากโพแทสเซียมที่อยู่ในกล้วยช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยเคลือบกระเพาะไปในตัว ทำให้ร่างกายดูดซึมแอลกอฮอล์น้อยลงและขับออกได้เร็วขึ้น

แต่ละข้อทำไม่ยาก และได้ผลกันมามากแล้ว แต่ทางที่ดีและเป็นผลดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริงคือดื่มพอประมาณ เน้นบรรยากาศแห่งมิตรภาพและการพูดคุยในวงสุรา อย่าให้ถึงขั้นเมาค้างแล้วต้องมาหาทางแก้ในภายหลังจะดีกว่า เพราะถ้าดื่มหนักจนเมาค้างบ่อยๆ แม้จะแก้ได้ แต่อาจมีโรคภัยอย่างอื่นที่แก้ไม่ได้หรือแก้ยากติดมาด้วย ตรงนั้นแหละที่ควรรู้และต้องระวัง

ซิกซ์แพ็คกับความเข้าใจผิด…และสิ่งที่ถูกต้อง

ซิกซ์แพ็คกับความเข้าใจผิด…และสิ่งที่ถูกต้อง

Penthouse

สนับสนุนเนื้อหา

“ซิกซ์แพ็ค” (six packs) ถือเป็นกล้ามเนื้อในฝันของหนุ่มๆ เพราะนอกจากจะช่วยให้ดูดี ยังแสดงถึงความแข็งแกร่งของกล้ามท้องอย่างชัดเจน ซึ่งกว่าจะได้มาต้องอาศัยความอดทนในการฝึกฝนบริหารร่างกายเป็นอย่างมาก

แต่หลายคนมักเข้าใจผิด เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างซิกซ์แพ็คที่แท้จริง จึงไม่สามารถมีกล้ามท้องที่สวยงามได้อย่างที่ต้องการ เราจึงรวบรวมสิ่งที่มักมีคนเข้าใจผิดจากเว็บไซต์ mensfitness.com มาเสนอ พร้อมกับความเข้าใจที่ถูกต้อง

ความเข้าใจผิด: ซิตอัพบ่อย ซิกซ์แพ็คจะมาเอง

สิ่งที่ถูกต้อง: เป็นที่รู้กันดีว่าการซิตอัพช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามท้องได้ แต่การมีซิกซ์แพ็คที่สวยงามนั้น ต้องอาศัยความอดทนในการรีดไขมันออกจากร่างกาย ประกอบกับการบริหารหน้าท้องไปพร้อมๆ กัน เพราะในร่างกายคนเรานั้น ควรมีไขมันต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ กล้ามเนื้อทั้งหลายจึงจะแสดงออกมาได้อย่างชัดเจน รวมทั้งซิกซ์แพ็คด้วย วิธีหนึ่งซึ่งจะช่วยลดไขมันได้อย่างดี คือการทานผักผลไม้ให้มากขึ้น

ความเข้าใจผิด: บริหารหน้าท้องทุกวันแล้วจะเห็นผล

สิ่งที่ถูกต้อง: อย่างที่กล่าวไปแล้ว ว่าปัจจัยของการมีซิกซ์แพ็คนั้น ส่วนหนึ่งอยู่ที่การลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายมากกว่าการบริหารหน้าท้อง และท่าบริหารหน้าท้องก็ไม่ค่อยมีส่วนช่วยในการเบิร์นไขมันมากมายนัก แถมยิ่งบริหารหน้าท้องอย่างหนักทุกวัน ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ คุณจึงไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน แต่ควรบริหารอย่างพอดี และหันไปเน้นการออกกำลังที่ช่วยเผาผลาญไขมันจะดีกว่า

ความเข้าใจผิด: เราสามารถบริหารหน้าท้องส่วนล่างโดยเฉพาะได้

สิ่งที่ถูกต้อง: กล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนล่างเป็นส่วนที่บริหารจนขึ้นรูปได้ยากกว่าส่วนอื่นๆ จึงมีท่าออกกำลังมากมายที่เชื่อว่าจะเน้นบริหารเฉพาะส่วนดังกล่าวได้ แต่ความจริงแล้ว กล้ามเนื้อของร่างกายต่างเชื่อมต่อกันทั้งหมด คุณจึงไม่สามารถบริหารเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งได้แน่ๆ แต่มีบางท่าที่ได้ประโยชน์ไปยังจุดอื่นๆ ด้วย เช่น Hanging Knee Raises เน้นการบริหารหน้าท้องส่วนล่าง แต่ก็ทำให้กล้ามท้องและต้นขาได้ออกแรงด้วย

ความเข้าใจผิด: ไม่จำเป็นต้องเล่นเวทเพื่อสร้างซิกซ์แพ็ค

สิ่งที่ถูกต้อง: ถึงแม้หลักการสร้างซิกซ์แพ็คที่สวยงาม จะอยู่ที่การเบิร์นไขมันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่คุณก็ไม่สามารถทอดทิ้งการบริหารหน้าท้อง เพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โตจนเห็นชัดได้ ซึ่งการซิทอัพหรือลุกนั่งพร้อมดัมเบลหรือบาร์เบล จะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องที่แข็งแรง ได้รวดเร็วกว่าการซิทอัพและลุกนั่งเฉยๆ

ความเข้าใจผิด: ซิตอัพคือสุดยอดท่าบริหารหน้าท้อง

สิ่งที่ถูกต้อง: การบริหารหน้าท้องไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแค่ท่าซิตอัพเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีอีกหลายท่าที่ช่วยได้ เช่น Overhead Press, Squat, Deadlift หรือแม้แต่ท่าวิดพื้นก็ช่วยได้เช่นกัน นอกจากนั้น ซิตอัพยังทำให้เสี่ยงต่อการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหลัง ทางที่ดีควรหาท่าอื่นๆ มาทำสลับกับซิตอัพ เพื่อจะได้สร้างซิกซ์แพ็คและถนอมกล้ามเนื้อหลังไปพร้อมๆ กัน

ความเข้าใจผิด: การลดปริมาณน้ำในร่างกาย จะช่วยให้มีซิกซ์แพ็คที่สวยงาม

สิ่งที่ถูกต้อง: การลดปริมาณน้ำในร่างกายไม่ช่วยให้คุณมีซิกซ์แพ็คได้อย่างแน่นอน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้น้ำ จะดึงน้ำที่สะสมไว้ในกล้ามเนื้อไปใช้ก่อนส่วนอื่นๆ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำได้ มีผลให้กล้ามเนื้อของคุณเล็กลงตามไปด้วย อีกทั้งไม่ได้ช่วยให้มีซิกซ์แพ็คอย่างที่เข้าใจกัน คุณจึงควรมุ่งมั่นควบคุมปริมาณไขมันจะดีกว่า

หวังว่าข้อเท็จจริงที่กล่าวมาจะช่วยลดความเข้าใจผิดเดิมๆ ได้บ้าง และเมื่อเข้าใจถูกต้องแล้ว การนำไปปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็จะช่วยให้คุณมีซิกซ์แพ็คที่สวยงามแข็งแรงได้แน่ๆ (ถ้าอยากมี)

สุขภาพในช่องปากหมายถึงภาวะที่ปราศจากโรคในช่องปาก เช่นโรคเหงือก โรคฟัน โรคมะเร็ง และอื่นๆอีก การดูแลสุขภาพในช่องปากจะต้องเริ่มต้นตั้งแต่ทารกจนถึงผู้สูงอายุ หลักการดูและประกอบไปด้วย การแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน การไปตรวจกับทันตแพทย์อย่างน้อยปีละสองครั้ง และการเฝ้าระวังโรคในช่องปาก
ช่องปาก
สภาพเหงือกและฟันที่ปกติ

ช่องปาก
สภาพเหงือกที่มีคราบและมีการอักเสบ

สุขภาพในช่องปาก

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปาก จะเหมือนกับปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค หัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคปอด และโรคเบาหวาน ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา

สุขภาพช่องปากที่ดีต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ก่อนหน้านี้เชื้อว่าการดูแลเรื่องอาหารจะลดโรคช่องปาก แต่ปัจจุบันเชื่อว่าสุขภาพปากที่ดีต้องมีหลายปัจจัยได้แก่

  • อาหารที่มีคุณภาพ
  • การดูแลฟัน
  • ความถี่ของการรับประทานอาหาร
  • การใช้ฟลูออไรด์ และ sealants
  • การตรวจสุขภาพช่องปากประจำปี

บทบาทของน้ำลายต่อสุขภาพในช่องปาก

น้ำลายจะมีบทบาทค่อนข้างมากในการรักษาสุขภาพในช่องปาก น้ำลายจะซ่อมฟันโดยการนำเอาเกลือแร่แคลเซี่ยมและฟอสเฟตไปซ่อมฟันที่เป็นรู นอกจากนั้นน้ำลายยังลดความเป็นกรดที่ผลิตจากเชื้อแบคทีเรีย หน้าที่สุดท้ายคือนำเอาเศษอาหารออกจากปาก

ดังนั้นภาวะที่น้ำลายลดลงไม่ว่าจากโรคเช่นเบาหวาน หรือยาต่างๆจะทำให้น้ำลายลดลงซึ่งผลเสียต่อสุขภาพปาก

พฤติกรรมในการรับประทานอาหารส่งผลเสียต่อสุขภาพปากอย่างไรบ้าง

พฤติกรรมที่จะส่งผลต่อสุขภาพปากได้แก่การรับประทานของหวาน เช่นผลไม้หวาน นมหวาน ขนมปัง คุกกี้ เหล่าจะเป็นอาหารที่ทำให้ฟันผุได้ง่ายดังนั้นควรจะหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ หากจะรับขนมดังกล่าวควรจะรับขณะทานอาหารเพราะน้ำลายจะช่วยลดโอกาศเกิดฟันผุ

นอกจากนั้นความถี่ของการรับประทานอาหารยังส่งผลต่อสุขภาพ ปาก กล่าวคือผู้ที่รับประทานอาหารบ่อยจะเกิดฟันผุได้ง่ายกว่าผู้ที่รับประทาน อาหารไม่บ่อย

ปัจจัยต่อไปคืออาหารที่เหนี่ยวติดฟันจะทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายควรจะหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว

ดังนั้หลีกเลี่ยงอาหารหวาน และรับประทานอาหารอย่าให้ถี่เกินไป

การใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์

ฟลูออไรด์จะช่วยลดฟันผุลงได้ร้อยละ 28 ตรวจสอบยาสีฟันของท่านว่ามีส่วนผสมของฟลูออไรด์หรือเปล่า

เราจะป้องกันโรคในช่องปากได้อย่างไร

นอกจาก การแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน และการไปตรวจฟันแล้ว การดูแลเรื่องอาหาร การสูบบุหรี่ หรือสารเสพติดต่างๆจะช่วยลดปัญหาเรื่องดรคในช่องปาก

  • การรับประทานอาหารให้ครบหมู่ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาล และแป้งเพราะจะเป็นสาเหตุของโรคฟันผุและฟันร่วง
  • งดบุหรี่ และการดื่มสุราซึ่งจะลดการเกิดโรคมะเร็ง โรคเหงือก และฟันร่วง
  • การรับประทานผักและผลไม้จะลดการเกิดโรคมะเร็ง
  • การใส่เครื่องป้องกันระหว่างขับขี่รถ หรือเล่นกีฬาจะลดอาการบาดเจ็บที่ใบหน้า

การป้องกันฟันผุทำได้โดยการใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ หรือการดื่มนม หรือน้ำที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์

โรคในช่องปาก

  • คราบหินปูน
  • ปากแห้ง
  • กลิ่นปาก
  • แผลร้อนใน
  • การแปรงฟัน
  • การใช้ไหมขัดฟัน
  • การดูแลฟันในผู้ใหญ่
  • การดูแลฟันในเด็ก
  • การดูแลฟันในทารก
  • โรคเหงือก
  • สาเหตุโรคเหงือก
  • เหงือกร่น
  • เหงือกอักเสบ
  • โรคเหงือกและโรคหัวใจ
  • ฟันผุ